ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกัญชาและโคเคน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกัญชาและโคเคน

กัญชาสกัดมาจากพืชที่มีชื่อว่า Cannabis sativa กัญชาแห้งจะเป็นการนําส่วนของใบและก้านมาบด ในขณะที่ยางกัญชาทํามาจากยางในส่วนของดอกทั้งสองประเภทสามารถนํามาสูบหรือรับประทานได้ หากนํามาสูบ ผลของมันจะคงอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง ยูฟ่าเบท หากใช้รับประทาน ผลจะคงอยู่ได้ 4-10 ชั่วโมง แต่กว่าจะเริ่มออกฤทธิ์จะใช้เวลานานกว่าแบบสูบ ข้อแตกต่างจากยากล่อมประสาทอื่นคือ กัญชามีคุณสมบัติประหลาดที่เรียกว่า “reverse tolerance” คือผู้ที่ใช้เป็นประจําจะต้องการกัญชาในปริมาณที่น้อยลง เพื่อให้ได้ผลเท่ากับการใช้ครั้งแรกๆ มันออกฤทธิ์ให้เกิดการมึนเมา ผ่อนคลาย กล่อมประสาท กระตุ้นความอยากอาหาร และทําให้ประสาทหลอนอย่างอ่อนๆ ได้ ซึ่งผลที่เกิดต่างกันไปในแต่ละคน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกัญชาและโคเคน

การสูบกัญชาหนึ่งมวนสามารถส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น อุณหภูมิในร่างกายต่ำลง และระดับวิตามินซีในเลือดต่ำลง ยังพบด้วยว่าการสูบกัญชาในระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด

ข้อควรระวัง: อาการทางจิตขั้นรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้หากนํากัญชามารับประทาน และผู้ใช้มักไม่สามารถระบุปริมาณที่รับประทานเข้าไปได้

อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยบํารุงสุขภาพสําหรับผู้ใช้

  • กัญชา เพิ่มการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวและผักใบเขียว (อาการอยากของหวานที่เกิดจากการใช้กัญชามักทําให้คุณรับประทานน้ำตาลและแป้งมากเกินควร ซึ่งหมายความว่ามันทําให้คุณสูญเสียวิตามินบีที่จําเป็นไปจากร่างกายด้วย)
  • วิตามินซี 1,000 มก. เช้าและเย็น วิตามินอี 100 -400 ไอยู วันละ 1-3 เวลา เพื่อปกป้องปอดของคุณ

โคเคนทําให้คุณต้องจ่ายมากกว่าที่คุณคิดในหลายแง่มุม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกัญชาและโคเคน

โคเคนเป็นสารที่ทําให้หลอดเลือดหดตัว เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และทําให้เส้นประสาทถูกกระตุ้นมากขึ้น หากนํามาใช้ทาภายนอกมันจะขัดขวางการนําประสาท และทําให้เกิดการชา

ไม่ว่าผู้ที่ใช้โคเคนจะจ่ายมากเท่าใด สิ่งที่ได้รับมักจะเป็นโคเคนที่มีความบริสุทธิ์ไม่เกินกว่าร้อยละ 60 ที่เหลือจะเป็น “สารเจือปน” ซึ่งผู้ขายยานํามา เจือปนเพื่อเพิ่มปริมาณและผลกําไร สารเจือปนบางอย่างไม่มีอันตราย เช่น แล็กโทส เดกซ์โทรส อินอซิทอล (วิตามินบี) และแมนนิทอล ufabet สารเจือปนที่ไม่ใช่ยา เช่น แป้งข้าวโพด แป้งโรยตัว และแป้งทําอาหาร อาจทําอันตรายกับร่างกายได้ เพราะสารเหล่านี้ไม่ละลายในเลือด และทําให้เกิดการอุดตันได้ เบนโซเคนซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์คล้ายยา อาจทําให้เกิดลิ่มเลือดและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ หากนํามาใช้ผสมในโคเคน

เพราะยาจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วผ่านทางเยื่อบุต่างๆ การสูดดมทางจมูกจึงเป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการใช้โคเคน การนํามาทาใต้ลิ้นหรือหนังตา หรือแม้แต่บริเวณอวัยวะเพศก็เป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยเช่นกัน โคเคนยังอาจนํามาใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดํา หรือนํามาสูบโดยผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า “ฟรีเบสซิ่ง” หรือแคร็ก โดยการนําโคเคน ผงฟู และน้ำ มาต้กลั่นจนได้ส่วนที่สูดดมได้เรียกว่า “ร็อก”

อาการมึนเมาจากโค้กนั้นค่อนข้างสั้น (ประมาณครึ่งชั่วโมง) อาการคืออารมณ์ดีผิดปกติ รู้สึกมีพลังและความมั่นใจสูงและต้องใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆในครั้งต่อไปเพื่อให้ได้ผลแบบเดิม กา เสพติดจึงรุนแรงมาก

นอกจากจะทําให้เกิดเลือดกําเดาไหล หัวใจเต้นเร็ว ตัวเย็น เหงื่อออก ไม่อยากอาหาร และรู้สึกคล้ายมีแมลงหรือเหลือบไรไต่ตามตัวในบางคนแล้ว ยังทําให้เกิดอาการชัก อาเจียน ช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้ พิษของมัน คาดเดาได้ยาก แม้ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ทําให้ถึงแก่ชีวิตได้ หากมีสารเจือปนที่อันตรายหรือผู้เสพมีอาการตอบสนองไวต่อยา

อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยบํารุงสุขภาพสําหรับผู้ใช้โคเคน

  • เอ็มวีพี
  • แคลเซียมผ่านการคีเลชัน (500 มก.) กับแมกนีเซียม (250 มก.) วันละ 2 เวลา เช้าและก่อนนอน อาจรับประทานกาวากาวาชนิดแคปซูลก่อนนอน เพื่อรักษาอาการนอนหลับไม่สนิท
  • วิตามินซี 1,000 มก.
  • วิตามินอี 200 – 400 ไอยู
  • วิตามินบีรวม 100 มก. วันละ 1-3 เวลา

วิธีช่วยลด ละ เลิก โคเคน

ไทโรซีน กรดแอมิโนที่มักพบในเนื้อสัตว์และแป้งสาลี ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า อ่อนเพลีย และหงุดหงิด ซึ่งทําให้การเลิกใช้โคเคนเป็นไปได้ยาก ที่โรงพยาบาลแฟร์โอ๊กส์ในซัมมิท รัฐนิวเจอร์ซีย์ ให้ผู้ที่ติดยารับประทานกรดแอมิโนผสมในน้ำส้มเป็นเวลาสิบสองวัน ร่วมกับวิตามินซี บี (ไทอะมีน ไนอะซิน และไรโบฟลาวิน) และไทโรซีนไฮดร็อกซีเลส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยให้ร่างกายใช้ไทโรซีนได้ พบว่าผลการรักษาได้ผลดีมาก การรับประทานเซนต์จอห์นส์วอร์ตคอมเพล็กซ์แบบดูอัลแอ๊คชั่น 1 เม็ดในตอนเช้า ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ